หน้าแรก ข่าวท่องเที่ยว โบรโม่-คาวาอิเจี้ยน 5 วัน ทริปลุยๆ วิวสวยจนแทบไม่อยากกระพริบตา

บทความทั้งหมด

โบรโม่-คาวาอิเจี้ยน 5 วัน ทริปลุยๆ วิวสวยจนแทบไม่อยากกระพริบตา

ทริปนี้เราต้องบินไปลงที่สุราบายา(Surabaya airport) ที่ตอนนี้เส้นทางนี้ไม่มีบินตรงจากเมืองไทยแล้ว เราจึงต้องเลือกจุดแวะพักเก๋ๆซักแห่งให้เราได้แวะเที่ยวสวยๆก่อนไปลุยขึ้นเขากัน เราแนะนำให้คุณไปทรานซิสที่สิงคโปร์ ทำไมน่ะหรอ ก็เพราะตอนนี้ที่สนามบินสิงคโปร์เค้ามีห้าง Jewel ที่เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ให้คุณได้ไป check-in กัน ใช้เวลาไม่มากแล้วคุณจะได้ต่อเครื่องไปสุราบายาเที่ยวชมวิวสุดตระกานตากัน

Tips: เราแนะนำในจองรถพร้อมคนขับ (และเป็นไกด์ในตัว) ตลอด 4 วันที่อยู่อินโดนีเซียเลย เพราะทางคดเคี้ยวและขึ้นเขา ที่สำคัญคุณต้องเซฟพลังสำหรับการเดินขึ้นเขาด้วย

Day1: กรุงเทพฯ (Bangkok) – สิงคโปร์ (Singapore)

แวะเที่ยว Jewel ถ้าคุณเป็นสายลุย จะเลือกพักกายในสนามบินชางฮีก็สะดวกดี หรือถ้าคุณอยากสบายมากหน่อยที่สนามบินก็มีที่พักแบบชั่วคราวให้คุณได้ใช้บริการเหมือนกัน

Day2: สิงคโปร์ (Singapore) – สุราบายา (Surabaya) – คาวาอิเจี้ยน (Khawa Ijen)

จากสนามบินเราจะเดินทางไปคาวาอิเจี้ยนกันเพื่อเตรียมตัวขึ้นเขาประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง บอกเลยว่านั่งรถอย่างเดียวประมาณ 6 ชั่วโมง

Tips: แนะนำให้คุณเลือกไฟลท์เช้าหน่อยเพื่อไปถึงสุราบายาช่วงสายๆ จะได้มีเวลาพักผ่อนตอนหัวค่ำที่โรงแรมมากหน่อย

จากสนามบินเราจะเดินทางไปคาวาอิเจี้ยนกันเพื่อเตรียมตัวขึ้นเขาประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง บอกเลยว่านั่งรถอย่างเดียวประมาณ 6 ชั่วโมง

คนขับรถนัดเราตอน 5 ทุ่ม เพื่อไปให้ถึงทางขึ้นคาวาอีเจี้ยนประมาณตี 1 ปากปล่องคาวาอืเจี้ยนระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรจากทางเข้าและเป็นทางชัน สำหรับคนไม่ออกกำลังกายอย่างเราคือเหนื่อยมากๆ ต้องแวะระหว่างทางเรื่อยๆ ส่วนเพื่อนๆเราพวกที่ออกกำลังกายกันเค้าดูโอเคกันนะ

สำหรับคนที่คิดว่าร่างกายไม่ไหว ไม่ต้องกังวลนะ ที่นี่เค้ามีแท็กซี่ (หรือจริงๆจะเหมือนรถเข็นที่มีชาย 3 คนคอยช่วยกันเข็นและจูงคุณขึ้นไปให้ไปถึงปากปล่องภูเขาไฟโดยที่ไม่ต้องเสียแรงแม้แต่นิดเดียวเลย

Tips: จากทางเข้า เราแนะนำให้คุณเดินขึ้นไปด้วยแรงตัวเองก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยเรียกแท็กซี่ (ที่เค้าจะคอยเดินตามคุณมาติดๆ เหมือนจะรู้ว่ายังไงแกก็ไม่ไหว) จะได้รู้ว่าตัวเราไปได้ไกลแค่ไหน และอีกอย่างเราจะต่อราคาคุณพี่แท็กซี่ได้อีกเมื่อระยะทางที่เค้าต้องไปส่งเรามันใกล้ลง

การขึ้นไปถึงยอดปล่องภูเขาไฟยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดนะ คุณจะต้องเดินจากปากปล่องลงไปข้างล่าง เพื่อไปดู Blue Flame เปลวไฟสีน้ำเงินจากเหมืองกำมะถันสีเหลืองอ่อนตัดกับทะเลสาปสีเขียวมรกต แล้วคุณจะหายเหนื่อบเป็นปลิดทิ้ง (แล้วค่อยมาเริ่มเหนื่อยอีกทีตอนเดินกลับ)

Tips: ในปล่องคาวาอีเจี้ยนใกล้ๆ เปลวไฟสีน้ำเงิน (Blue Flame) จะมีกลิ่นกำมะถันค่อนข้างแรง ซึ่งปกติแล้วคนขับรถจะเตรียมหน้ากากสำหรับป้องกันกลิ่นให้เราด้วย เพราะฉะนั้นคุณอาจจะวางใจเรื่องการดมกลิ่น แต่กลิ่นที่ติดเสื้อผ้าห้ามไม่ได้จริงๆ…

Day3: คาวาอีเจี้ยน (Khawa Ijen) – โบรโม่ (Bromo)

หลังจากเราเดินลงจากคาวาอีเจี้ยน ซึ่งจะลงมาถึงลานจอดรถสายๆ คนขับรถจะพาคุณกลับไปโรงแรมเพื่อชะล้างร่างกายจากกลิ่นกำมะถัน(ที่ได้มาจากคาวาอีเจี้ยน) แล้วนั่งรถต่อไปโบรโม่ เพื่อจะเตรียมขึ้นเขาในเช้า (ตีสอง) วันรุ่งขึ้น

Tips: เราเลือกจองโรงแรมที่เห็นวิวภูเขาไฟโบรโม่ ข้อดีคือคุณจะได้ชมวิวภูเขาไฟโบรโม่ในระหว่างทานอาหารเย็นและช่วงเช้าในวันถัดไปด้วย และที่โบรโม่อกาศค่อนข้างเย็น ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้หนาว แนะนำว่าให้ขอผ้าห่มสำรองไว้เลย

Day4: โบรโม่ (Bromo) – น้ำตกมาดาคารีปูรา (Madakaripura Waterfall)

คนขับรถจะมารับคุณประมาณตี 2 เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวคิงคิง (King Kong Viewpoint) จุดที่ดีที่สุดในการชมภูเขาไฟโบรโม่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น

Tips1: ถ้าคุณรู้สึกว่าเสื้อของคุณยังอุ่นไม่พอ คุณสามารถเช่าเสื้อกันหนาวแถวๆร้านกาแฟ หรือจากพ่อค้าแม่ค้ามาเร่ให้คุณเช่าในราคาไม่แพงได้ด้วยนะ

Tips2: ถ้าอยากได้ Magnet ให้คุณซื้อที่นี่เลยนะ บางร้านจะมีแบบน่ารักๆอยู่

Tips3: พี่คนขับรถอาจจะพาคุณไปในจุดชมวิวที่อาจจะต้องปีนป่ายซักหน่อย ตอนแรกเราก็กลัวแต่พอได้มาเห็นวิวตอนพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว…มันคุ้มค่าจริงๆ

หลังจากดื่มด่ำจากวิวภูเขาไฟโบรโม่สุดอลังกาล(จนไม่อยากละสายตา)แล้ว จุดหมายปลายทางต่อไปของคุณก็คือ Sea of sand ที่คุณได้ถ่ายรูปเก๋ๆกับรถจี๊ปท่ามกลางแบคกราวด์ทะเลทรายสีดำและภูเขาไฟโบรโม่

หลังจากนั้น คนขับรถจะพาคุณไปที่ลานจอดรถเพื่อขึ้นไปยังโบรโม่ คุณอาจจะเลือกเดินไปจากลานจอดรถ หรือคุณยังเลือกขี่ม้าเพื่อไปให้ให้ถึงตีนเขาของตัวภูเขาไฟได้

Tip1: เราแนะนำให้คุณไปยังตีนภูเขาไฟด้วยม้า (ประมาณ 1 กิโลเมตรจากที่จอดรถ) เพราะค่าใช้จ่ายไม่เยอะแล้วยังทุ่นแรงคุณได้อีกเยอะ

Tip2: ด้วยความที่เป็นทะเลทราย เวลามีลมพัด อาจจะมีทรายพัดเข้าปาก-จมูกคุณได้ จึงควรเตรียมผ้าปิดปาก-จมูกสำหรับกันทรายไว้ด้วย

จากนั้นคนขับรถจะพาคุณไปที่น้ำตกมาดาคารีปูรา (Madakaripura Waterfall) ในส่วนของลานจอดรถ โดยคุณจะต้องนั่งมอเตอร์ไซต์ต่อไปยังทางเข้าน้ำตก แล้วเดินเท้าต่อไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ตัวน้ำตกจะไม่เหมือนที่เราเห็นในเมืองไทย หน้าตามันแปลกตาและอลังกาลมาก(สำหรับเรา) ประทับใจจริงๆ

Day5: สุราบายา (Surabaya) – กรุงเทพฯ (Bangkok)

วันสุดท้ายแล้ว ก่อนเราจะกลับเมืองไทย วันนี้เราตื่นเช้าไปเดินเล่นรอบๆโรงแรม เราเจอคนเลี้ยงม้าที่กำลังจะพาม้าไปที่โบรโม่ (เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะ) เค้าถามว่าเราจะจะนั่งม้ารอบหมู่บ้านมั้ย(ในราคาไม่แพงด้วย) เราเลยไปกับเค้าแล้วมันดี เราชอบ ถ้ามีโอกาสเราว่าคุณก็ควรไปเหมือนกันหลังจากทริปรอบหมู่บ้านกับม้า(และคนจูง) เราเช็คเอ้าท์ นั่งรถกลับสุราบายา แล้วเดินทางกลับไทย

ต้องบอกว่าทริปนี้เป็นทริปที่เราประทับใจมากๆ นอกจากจะเพื่อนๆช่วยดูแลกันตอนที่ลำบากแล้ว วิวที่รับคือตรึงตาแบบไม่อยากจะกระพริบตาเลยจริงๆ..

หลังจากทริปรอยหมู่บ้านกับม้า(และคนจูง) เราเช็คเอ้าท์ นั่งรถกลับสุราบายา แล้วเดินทางกลับไทย

แผนที่