หน้าแรก ข่าวท่องเที่ยว แรงบันดาลใจ แบ็คแพ็คเที่ยวโอซาก้า-เกียวโต-โกเบ-ฮิเมจิ-ชิราคาวาโกะ จบครบแค่ 3 หมื่น!

บทความทั้งหมด

แบ็คแพ็คเที่ยวโอซาก้า-เกียวโต-โกเบ-ฮิเมจิ-ชิราคาวาโกะ จบครบแค่ 3 หมื่น!

เปิดประสบการณ์เที่ยวญี่ปุ่น 6 วัน 5 คืนแบบประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยงบแค่ 3 หมื่นบาท แต่เที่ยวสบายในเขตคันไซ ได้ครบทุกๆ ที่ ทั้งโอซาก้า เกียวโต โกเบ ฮิเมจิ และพาคุณไปได้ไกลถึงชิราคาวาโกะ

อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องเริ่มต้นอย่างไรดี? ต้องมีงบในกระเป๋าขนาดไหนถึงเที่ยวได้? แล้วจัดทริปอย่างไรให้เที่ยวสนุกและคุ้มค่าที่สุดกันนะ? แน่นนอนว่ารีวิวเที่ยวญี่ปุ่นนั้นมีให้คุณเลือกอ่านอยู่มากมาย แต่วันนี้ ผมจะมารีวิวเที่ยวญี่ปุ่นจากประสบการณ์ตรงของผมเองให้คุณได้รู้ตั้งแต่การวางแผน จัดตารางเวลาเที่ยว ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กที่คุณต้องไม่พลาด กับทริปเที่ยวภูมิภาคคันไซแบบจบครบ ทั้งเที่ยวโอซาก้า (Osaka) เกียวโต (Kyoto) โกเบ (Kobe) ฮิเมจิ (Himeji) และทริปพิเศษอย่างชิราคาวาโกะ (Shirakawago) จะสนุกแค่ไหน และคุ้มค่าอย่างไร มาชมกัน!

ประตูแบบญี่ปุ่น

เริ่มต้นด้วยการล่าตั๋วเครื่องบินราคาถูก

หากคุณจะจัดทริปเที่ยวต่างประเทศราคาประหยัดขึ้นมาสักทริปล่ะก็ ตั๋วเครื่องบินนี่แหละคือตัวชี้ชะตาให้ทริปเที่ยวของคุณว่าจะถูกหรือไม่! เพราะเที่ยวบินกรุงเทพฯ-โอซาก้านั้นมีหลายราคาทั้งสายการบินฟูลเซอร์วิสและสายการบินโลคอส มีทั้งบินตรงและต่อเครื่อง สำหรับสายแบ็คแพ็คอย่างผมก็แน่นอนว่าต้องเลือกใช้สายการบินที่ประหยัดเงินและเวลาที่สุดอยู่แล้ว ตัวเลือกจึงมีเพียงสายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ (Thai AirAsia X) กับนกสกู๊ต (Nok Scoot) ซึ่งเป็นสายการบินโลคอส 2 เจ้าเท่านั้นที่บินตรงในเส้นทางนี้ เมื่อเราเลือกแล้วว่าจะบินแบบไหน ทีนี้ก็ถึงเวลาล่าตั๋วถูกด้วยการเปรียบเทียบตั๋วเครื่องบินในช่วงเวลาต่างๆ กับหลายๆ สายการบิน แล้วคอยตรวจสอบข่าวสาร เตรียมตัวรอโปรโมชั่นที่อาจจะเกิดขึ้น หรือเช็คกับเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินอย่างเสิร์ชเอ็นจิ้น Skyscanner ก็ได้ เผลอๆ คุณอาจเจอตั๋วฟูลเซอร์วิสในราคาถูกกว่าโลคอสก็เป็นได้นะ! แต่ในที่นี้ผมเลือกจองสายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์อย่างเดียว เนื่องจากเป็นสมาชิกของสายการบินนี้และมีบัตรเครดิตของเขาอยู่ ซึ่งจะมีประโยชน์กับทริปญี่ปุ่นในครั้งนี้ด้วยครับ สุดท้าย ผมได้ตั๋วเครื่องบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ไป-กลับในราคาคนละ 7,230 บาท (โปรโมชั่น BIG Sale ขาละ 3,190 บาท) ซึ่งโปรโมชั่นนี้ผมจองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 และเลือกบินวันที่ 10-15 มกราคม พ.ศ. 2561 (14 เดือนถึงได้บิน!!!) ซึ่งโดยปกติแล้ว BIG Sale ของแอร์เอเชียจะจัดปีละ 1-2 ครั้งครับ และราคานี้ยังไม่รวมค่าเลือกที่นั่ง ค่าอาหาร กระเป๋า และประกันการเดินทาง ซึ่งเป็นบริการเสริมที่คุณเลือกได้ แต่ครอบครัวผมมีทั้งหมด 4 คนจึงต้องการนั่งติดกัน และต้องอิ่มสบายท้องตลอดการเดินทาง ซึ่งรายละเอียดรวม 4 คนนั้นประกอบด้วย

  • ตั๋วเครื่องบินรวมภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ 28,919 บาท
  • ค่าเลือกที่นั่งไป-กลับ 4 ที่นั่ง 3,200 บาท
  • ค่าอาหารไป-กลับรวม 6 จาน 1,500 บาท
  • ค่ากระเป๋า 20 กิโลกรัม x 1 คนเฉพาะขาไป 1,100 บาท
  • ค่ากระเป๋า 30 กิโลกรัม x 2 คนเฉพาะขากลับ 3,000 บาท
  • ค่าประกันเดินทาง 1,380 บาท

รวมทั้งหมดผมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป 39,099 บาท ตกคนละ 9,775 บาทครับ ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่ากระเป๋าผมซื้อขาไปน้อยมากแค่ 20 กิโลกรัมคนเดียว เพราะขาไปผมมีตั๋วน้ำหนักฟรี 20 กิโลกรัมของบัตรเครดิตแอร์เอเชียซึ่งมีถืออยู่ 2 คนก็ได้ยกกระเป๋าโหลดฟรีๆ แล้ว 40 กิโลกรัมครับ โดยคุณสามารถประหยัดค่าอาหารและค่าเลือกที่นั่งได้ถ้าไม่ซีเรียส รวมถึงลดขนาดกระเป๋าลงหากไม่ได้เดินทางในช่วงฤดูหนาว และถ้าซื้อบริการเสริมเป็นแพ็คเกจพร้อมกับตอนซื้อตั๋วเครื่องบิน ราคาก็จะถูกกว่านี้อีกครับ

จองที่พักก่อนได้ที่นอนก่อน แต่จองที่หลังอาจถูกกว่า

หลังจากได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้ว คุณก็จะได้วันเวลาเดินทางที่แน่นอน ซึ่งนำไปใช้จองที่พักได้ครับ สำหรับเที่ยวบินช่วงที่ผมเลือกนั้นจะบินไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติคันไซในเวา 21.40 น. ยังทันอยู่สำหรับการนั่งรถไฟเข้าเมืองไปนอนพักผ่อน (รถไฟเที่ยวสุดท้ายประมาณ 23.40 น.) ดังนั้นทริปเที่ยววันที่ 10-15 ของผม ผมก็จะต้องมีที่พัก 5 คืน ตั้งแต่คืนวันที่ 10 ถึงคืนวันที่ 14 และเช็คเอาท์วันที่ 15 นั่นเอง

เกสต์เฮ้าส์ในโอซาก้า

เช่นเดียวกันกับตั๋วเครื่องบิน โรงแรมในญี่ปุ่นก็มีอยู่มากมายหลายระดับราคา สายแบ็คแพ็คก็ต้องหาที่พักถูกๆ อยู่แล้ว แต่เราก็ต้องดูด้วยว่าโรงแรมถูกเหล่านั้นเรารับกับสภาพได้หรือไม่ การเดินทางเป็นอย่างไร อาหารการกินพร้อมไหม จึงหมายความได้ว่าโรงแรมถูกก็ไม่ได้แปลว่าจะดี ในที่นี้ผมจึงตั้งเงื่อนไขว่า ผมอยากได้โรงแรมใกล้สถานีรถไฟ JR ที่นอนครบ 4 คน โดยไม่ย้ายโรงแรม (ขี้เกียจเก็บของ) และอยากลองนอนสไตล์ญี่ปุ่นบ้าง ซึ่งก็สามารถหาทำเล ราคา และข้อมูลห้องพักที่ชอบได้จากเว็บไซต์จองโรงแรมที่พักทั้งหลาย หรือสามารถเปรียบเทียบราคาหลายๆ เจ้ากับเสิร์ชเอ็นจิ้น Skyscanner ดูก่อนก็ได้ครับ สุดท้ายผมก็ได้โรงแรม Osaka Guesthouse Nest มาในราคา 16,540 บาท สำหรับ 5 คืน หารแล้วตกคนละ 4,135 บาท/คน 827 บาท/คืน ถือเป็นราคาที่รับได้

แต่!!! เรื่องนี้ผมพลาดไปหน่อยครับ จากความกังวลว่าที่พักจะหมดเลยรีบจอง แต่พอลองมาเช็คในช่วง 3 เดือนก่อนเดินทาง ปรากฎว่าที่พักเดิมห้องเดิมนั้นยังมีอยู่ และราคาถูกลงเหลือ 11,000 บาทเท่านั้น กลายเป็นว่าพอใกล้เวลาเดินทางห้องพักที่เหลืออยู่กลับถูกลง ซึ่งก็ต้องแลกกันหน่อยล่ะนะว่าจะจองก่อนได้นอนก่อน หรือจองที่หลังได้ถูกกว่า ค้นหาโรงแรมราคาประหยัดในโอซาก้า

การวางแผนการเดินทางสำหรับทริปญี่ปุ่น สำคัญนะ!

หลังจากได้ตั๋วเครื่องบินและที่พักแล้ว ก็ต้องวางแผนการเดินทางไปเที่ยวในสถานที่ที่เราต้องการ ซึ่งข้อดีของการแบ็คแพ็คที่ต่างจากแพ็คเกจทัวร์ก็อยู่ตรงนี้แหละ ผมเริ่มต้นด้วยการคุยกับผู้ร่วมกันว่าใครอยากไปที่ไหนบ้าง แล้วเอาทุกที่มากองรวมกันเพื่อจัดกลุ่มและวางแผน โดยส่วนตัวผมนั้นไปมา 2 รอบแล้วจึงค่อนข้างเฉยๆ กับที่เที่ยวแลนด์มาร์ก ที่เดียวที่ผมขอไปจึงเป็น “ชิราคาวาโกะ” ส่วนอีกคนเคยไปมารอบนึงแล้วติดใจ “ยูนิเวอร์ซัลสตูดิโอ” และอีก 2 คนไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อน ทริปของผมจึงต้องมีทั้งที่ที่ผมอยากไป และแลนด์มาร์กสำคัญเพื่อให้คนที่ไปเป็นครั้งแรกได้เก็บความประทับใจด้วย แผนการเที่ยวจึงมีหน้าตาประมาณนี้ครับ

แผนการเดินทางไปญี่ปุ่น

จากตารางของผมจะเห็นได้ว่าทริปนี้ต้องอุทิศเวลา 1 วันให้ชิราคาวาโกะ และอีก 1 วันให้ยูนิเวอร์ซัลสตูดิโอ เท่ากับเหลือเวลาเที่ยวที่อื่นอีกเพียง 3 วันเท่านั้นก่อนกลับ ดังนั้นตารางเที่ยวก็จะแน่นๆ หน่อยนะ ที่เที่ยวบางแห่งที่บางคนอยากไปก็ต้องถูกตัดออกไปบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยและการตัดสินใจของทุกคนในทริปครับ

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น

ตั๋วรถไฟประเทศญี่ปุ่น

ที่ญี่ปุ่นเขามีตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่ายที่อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเราๆ อยู่มากมาย โดยคุณต้องเลือกตั๋วเหมาให้เหมาะสมกับการเดินทางของคุณ อย่างในกรณีของผมนั้นผมเลือกใช้ Kansai Wide Area Pass ของรถไฟ JR ซึ่งครอบคลุมการเดินทางในภูมิภาคคันไซทั้งหมดในระยะเวลา 5 วัน และไปไกลถึงฮิเมจิ รวมทั้งนั่งรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น (Shinkansen) ได้ด้วย โดยผมต้องซื้อใบจองตั๋วจากตัวแทน���ำหน่ายในประเทศไทยในราคา 2,630 บาท/คน แล้วเอาไปแลกตั๋วจริงที่ญี่ปุ่นอีกที ซึ่งตั๋วนี้นับว่าคุ้มที่สุดแล้วถ้ามีแผนการเดินทางแบบผม แต่ถ้าคุณไม่อินกับรถไฟความเร็วสูง ก็ยังมีตั๋วเหมาที่ถูกกว่าให้เลือกนะครับ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าต้องเลือกตั๋วรถไฟในโอซาก้าอย่างไร ดูรายละเอียดด้านล่างนี้ได้เลย ตั๋วรถไฟต่างๆ ในโอซาก้า ซื้อยังไง และตั๋วแบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

ตั๋วสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน

สำหรับตั๋วสวนสนุกยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studio Japan) หรือ USJ นั้น จะสะดวกกว่าถ้าคุณซื้อกับตัวแทนจำหน่ายในไทยไปเลย โดยผมเสียค่าเข้า 2,230 บาท/คน เพื่อเล่นเครื่องเล่นทุกอย่างในสวนสนุกได้ภายใน 1 วัน และถ้าคุณไม่อยากต่อคิวรอเครื่องเล่นยาวๆ ก็ยังมี Express Pass ให้เลือกด้วย แต่ถ้าไม่ได้จริงจังกับเครื่องเล่นขนาดนั้นก็ประหยัดเงินไว้ดีกว่าครับ เพราะ Express Pass นั้นแพงกว่าค่าเข้าสวนสนุกอีก!

รถเช่าในญี่ปุ่น (ถ้ามี)

รถเช่าในญี่ปุ่น

อันที่จริงแล้วรถเช่าจะไม่อยู่ในค่าใช้จ่ายที่ผมต้องเสียเลยครับถ้าไม่เลือกเดินทางไปชิราคาวาโกะ เพราะชิราคาวาโกะนั้นเดินทางค่อนข้างยากและนาน ตั๋วเหมาที่เลือกใช้ก็เดินทางไปไม่ถึงด้วย ประกอบกับในทริปมีผู้เดินทาง 4 คน การเช่ารถจึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสียค่าเดินทางด้วยรถไฟแบบชัดเจน โดยผมเสียค่าจองรถเช่า+ยางลุยหิมะไป 4,820 บาทครับ แต่นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อเช่ารถ เพราะคุณต้องเติมน้ำมันและเสียค่าทางด่วน (ที่แพงมาก) ของญี่ปุ่นอีก เบ็ดเสร็จเรื่องค่ารถในทริปผมเสียไป 12,000 บาทสำหรับการเดินทางไป-กลับชิราคาวาโกะ 4 คนครับ ค้นหารถเช่าราคาประหยัดในโอซาก้า

เงินสดและบัตรเครดิตที่ต้องเตรียมในการเดินทางไปญี่ปุ่น

เงินสดนั้นผมตั้งงบไว้ว่าให้เตรียมไปคนละ 15,000 บาทครับ ซึ่งงบเท่านี้เพียงพอทั้งการกินข้าวและค่าใช้จ่ายในการเข้าชมหรือเดินทางท่องเที่ยวที่นอกเหนือจากตั๋วรถไฟ และเหลือสำหรับการซื้อของฝากด้วยนิดหน่อย ส่วนใครจะเอาไปมากกว่านี้ก็เป็นเงินส่วนตัวในด้านการช้อปปิ้งแล้วกันครับ อีกส่วนหนึ่งที่ควรเตรียมไปคือบัตรเครดิต หากเป็นบัตร JCB ก็จะมีสิทธิพิเศษในบ้านเขาเยอะหน่อย (นั่งเลาจ์ในสนามบินฟรีด้วย) ส่วนบัตรเครดิตแอร์เอเชียจะมีบริการเครื่องดื่มฟรีบนเครื่อง และบัตรเครดิตยังใช้สำหรับช้อปปิ้งของแพงได้เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินสดครับ

เงินสดและบัตรเครดิตสำหรับเดินทาง

ข้าวของเครื่องใช้และเอกสารต่างๆ ในการเดินทางไปญี่ปุ่น

สำหรับฤดูหนาวนั้นเสื้อผ้าและชุดกันหนาวอาจทำให้กระเป๋าคุณบวมได้ ดังนั้นการใช้ถุงสุญญากาศนับว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีในการลดพื้นที่เสื้อผ้าภายในกระเป๋าครับ (แต่ไม่ลดน้ำหนักนะ) โดยในฤดูหนาวผมจะใส่เสื้อผ้า 3 ชั้นได้แก่เสื้อยืดแขนยาวคอเต่าหรือคอกลม Heat Tech ของ UNIQLO ต่อด้วยเสื้อเชิร์ตทั่วไป แล้วทับด้วยเสื้อกันหนาวอีกที เท่านี้ก็พอทนหนาวได้แล้วครับ เสื้อกันหนาวและเชิร์ตจะเวียนเทียนใส่ 2 วันหรือ 3 วัน 1 ตัวก็ตามสะดวกเลยครับ แต่คุณผู้หญิงอาจต้องแต่งกันแบบจัดเต็มกว่าจึงอาจมีชุดมากกว่าผู้ชายด้วยเหตุผลด้านแฟชั่น ส่วนของใช้อื่นๆ ก็ยาประจำตัว (ไม่ต้องพกยาสามัญไปนะครับ ไปซื้อที่ญี่ปุ่นได้ถ้าป่วยเป็นอะไร แล้วยาของบ้านเขามีแต่เด็ดๆ ทั้งนั้น และซื้อเป็นของฝากก็ได้) ของใช้จุกจิกทั่วไป ถ้าเน้นแบ็คแพ็คราคาประหยัด ของบางอย่างเช่นไดร์เป่าผม น้ำหอมขวดใหญ่ อะไรหนักๆ ก็ตัดทิ้งไปครับ เพราะเราต้องรีดน้ำหนักให้พอกับโควต้าขึ้นเครื่องด้วย สุดท้าย เอกสารต่างๆ หนังสือเดินทางที่มีอายุเกิน 6 เดือน (หน้าขาวไม่เป็นไร) และพิมพ์เอกสารตั๋วเครื่องบิน ใบจองโรงแรม แผนการเที่ยวเอาไว้ด้วยครับ เผื่อ ตม. ขอดู (แต่ผมไม่เคยโดนขอเลยนะ) และอย่าลืม! เช็คอินหน้าเว็บแล้วพิมพ์ Boarding Pass ไปเลย ถึงเวลาจะเร็วกว่ายืนต่อคิวแถวรอเช็คอินเยอะเลยครับ

อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในประเทศญี่ปุ่น

อินเตอร์เน็ตคือสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่แค่ช่วยอัพโหลดรูปภาพลง Facebook แต่ยังช่วยติดต่อสื่อสาร และค้นหาเส้นทางในการเดินทางได้ทุกเวลา ซึ่งคุณอาจเลือกเป็น Pocket Wi-Fi ใช้ด้วยกันเป็นคู่ๆ หรือใช้โรมมิ่งก็ได้ครับ (โรมมิ่งของ TRUE ผมเปิดไปค่าอินเตอร์เน็ตเหมาจ่ายวันละ 150 บาท) แต่ในทริปผมคนอื่นเขาเลือกใช้ AIS Sim to Fly กัน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นโปรโมชั่นเน็ตต่างประเทศที่คุ้มค่าที่สุดในเวลานี้ เพราะจ่ายเพียง 399 บาทก็ใช้เน็ต 4GB ได้นานถึง 8 วัน ซึ่งก็มากเกินพอสำหรับทริปนี้แล้ว แต่ข้อเสียคือต้องเปลี่ยนซิม และไม่ได้ใช้เบอร์เดิมเท่านั้นเอง

สรุปค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น (โอซาก้า-เกียวโต-โกเบ-ฮิเมจิ-ชิราคาวาโกะ)

ค่าใช้จ่ายจริงของทริปนี้ทั้งหมดจะมีตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 147,400 บาทครับสำหรับ 4 คน ซึ่งรวมเงินสดคนละ 15,000 บาทด้วย เมื่อหารออกมาแล้วก็จะตกราวๆ คนละ 36,900 บาทครับ แต่อย่าลืมว่าในค่าใช้จ่ายนี้ถ้าคุณสนใจเที่ยวแต่ในเขตคันไซโดยไม่ได้ไปชิราคาวาโกะ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่ารถเพิ่ม 12,000 บาท (คนละ 3,000 บาทถ้าไป 4 คน) หรือถ้าไม่ได้อยากเข้าสวนสนุกก็จะประหยัดไปอีกคนละ 2,200 บาท แล้วถ้าย้อนไปตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเรื่องตั๋วเครื่องบินด้วยก็ยิ่งประหยัดได้อีก ซึ่งทริปญี่ปุ่นราคาประหยัดของคุณนั้นก็จะไม่หนีไปจากระดับ 3 หมื่นถึง 4 หมื่นบาทต่อคนอย่างแน่นอนครับ แต่ความประหยัดทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายและความพึงพอใจของคุณด้วย

*หมายเหตุ ข้อมูลราคาทั้งหมดข้างต้น เป็นข้อมูล ณ วันที่ผู้เขียนเดินทาง ส่วนข้อมูลดีลราคาทั้งหมดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งที่เหลืออยู่

แผนที่