สนามบินอาจไม่ใช่สถานที่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลกเสมอไป เว้นแต่คุณจะโชคดีที่จะเดินทางผ่านสนามบินที่ได้รับรางวัลอย่าง Singapore Changi หรือ Doha Hamad แต่ด้วยเคล็ดลับขณะอยู่ที่สนามบินเพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายของเรา รับรองได้ว่าส่วนนี้ของการเดินทางจะน่ารื่นรมย์ขึ้น
นี่คือ 15 เคล็ดลับยอดนิยมที่จะทำให้การเดินทางของคุณสบายยิ่งขึ้น เรารวมไว้ให้ตั้งแต่สิ่งที่คุณควรพกติดตัวขึ้นเครื่องไปจนถึงการเลี่ยงคิวที่ร้านค้าปลอดภาษี
1. เตรียมสายชาร์จ USB-A
บางครั้งเราก็ลืมชาร์จอุปกรณ์ก่อนบินหรือแบตเตอรี่หมดเมื่อไปถึงสนามบิน การมีสายชาร์จไว้ใกล้มือทำให้คุณสามารถชาร์จอุปกรณ์ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ทำไมถึงต้องใช้สายแบบ USB-A ด้วยล่ะ นี่คือขั้วต่อ USB ดั้งเดิม ซึ่งมีขนาดใหญ่และแบน ต่างจาก USB-C ที่เล็กกว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก สนามบินและเครื่องบินส่วนใหญ่จะมีช่องเสียบชาร์จ USB-A ให้ ตราบใดที่คุณมีตัวเชื่อมต่อประเภทนี้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการค้นหาอะแดปเตอร์หรือปลั๊ก
2. นำเครื่องพาวเวอร์แบงก์ติดตัวมาด้วย
ไม่ใช่เครื่องบินทุกเครื่องหรือสนามบินทุกแห่งจะมีสถานีชาร์จแบตที่สะดวกสบาย และต่อให้มี บางทีก็เต็มหมด ในช่วงเวลาแบบนี้การมีพาวเวอร์แบงก์ของตัวเองย่อมดีกว่า ดียังไงบ้างก็เช่น คุณไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ที่เดิมเพื่อรอให้โทรศัพท์ชาร์จเต็ม แต่จะไปไหนก็ได้ ชาร์จไปเดินเล่นร้านปลอดภาษีไปก็เพลิน เพียงแค่ต้องดูให้แน่ใจว่าก่อนออกจากบ้านพาวเวอร์แบงก์ของคุณชาร์จเต็มแล้วจะได้มีพลังงานเหลือเต็มที่ไว้ชาร์จอุปกรณ์อื่นให้คุณ

3. สิ่งที่ต้องมีในกระเป๋าสำหรับถือขึ้นเครื่อง
ไม่มีใครอยากคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่หากกระเป๋าสัมภาระเช็กอินของคุณหายไป ก็มั่นใจได้ว่าคุณยังมีของที่จะช่วยให้คุณผ่านช่วงสองสามวันแรกของวันหยุดพักผ่อนไปได้ ชุดชั้นในและเสื้อยืดสำรองที่พับเก็บให้เหลือเล็กๆ และอย่าลืมพกผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายและแปรงสีฟันเพื่อให้คุณรู้สึกสดชื่นเมื่อต้องการ
4. สวมรองเท้าและเสื้อผ้าที่เทอะทะเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมสัมภาระ
พื้นที่และน้ำหนักถือเป็นสิ่งสำคัญในสัมภาระเช็กอินและกระเป๋าสำหรับถือขึ้นเครื่องของคุณ ดังนั้นควรใช้พื้นที่ให้ดีที่สุดด้วยการสวมของชิ้นใหญ่ที่จะเอาไปด้วยเมื่อไปสนามบิน เช่น รองเท้าเดินป่า ยิ่งรองเท้าใหญ่ยิ่งกินพื้นที่ในกระเป๋าของคุณมาก ไม่เหมือนรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแตะ ดังนั้น ควรสวมรองเท้าคู่ที่หนักที่สุดที่ต้องการเอาไปขึ้นเครื่อง เช่นเดียวกับเสื้อฮู้ดและผ้าพันคอ ซึ่งท้ายสุดแล้วก็จะมีประโยชน์ด้วยถ้าในเครื่องบินหนาว

5. นำขวดเปล่าติดตัวมาด้วย
คุณไม่สามารถนำของเหลวที่มีปริมาณมากกว่า 100 มล. ผ่านส่วนการตรวจรักษาความปลอดภัยไปได้ แต่ร่างกายของคุณต้องได้รับน้ำเพียงพอขณะบิน ดังนั้นให้พกขวดเปล่าไปด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำเมื่อผ่านเข้าไปได้แล้ว สนามบินส่วนใหญ่มีจุดเติมน้ำหรือน้ำพุให้คุณใช้เติมน้ำดื่มได้ฟรี ประหยัดไปในตัว
6. สั่งอาหารในส่วนที่นั่งสำหรับรอเครื่องบินล่วงหน้าเพื่อประหยัดเวลา
แต่ไม่ใช่ทุกสนามบินที่จะมีบริการนี้ จึงควรศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์ก่อนออกเดินทางให้ละเอียด การสั่งอาหารที่ร้านในสนามบินล่วงหน้าทำให้คุณไม่ต้องรออาหารนาน วิธีนี้สามารถช่วยลดความเครียดระหว่างเดินทางว่าเที่ยวบินของคุณจะเรียกแล้วแต่อาหารยังไม่ได้เลย ช่วยให้คุณสบายใจมากขึ้นก่อนออกเดินทาง
7. จองสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ
หากผู้ร่วมเดินทางในคณะของคุณมีความพิการ การเดินทางจะสะดวกสบายมากขึ้นหากคุณแจ้งให้สนามบินทราบล่วงหน้า ซึ่งรวมถึงการสวมเชือกคล้องสำหรับบุคคลที่เป็นออทิสติกด้วย ด้วยวิธีนี้ พนักงานจะได้สามารถรับรู้และปรับบริการของตนให้เหมาะสมได้ การผ่านส่วนการตรวจรักษาความปลอดภัยก็จะปราศจากความเครียดสำหรับทุกคน
8. จองการเข้าใช้บริการห้องรับรองล่วงหน้าในช่วงปิดเทอม
การนั่งรอในเลานจ์เป็นหนึ่งในเคล็ดลับการพักรอที่สนามบินที่สะดวกสบายที่สุด ที่นั่งสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาหารและเครื่องดื่มไม่อั้น ใครบ้างล่ะที่จะไม่ชอบ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้โดยสารชั้นหนึ่งหรือบินกับสายการบินหรูหราเท่านั้นจึงจะสามารถใช้บริการห้องรับรองได้ เพราะปัจจุบันมีบริษัทเอกชนที่ให้บริการห้องรับรองเช่นกัน เช่น Aspire ที่อนุญาตให้ผู้โดยสารทุกคนจองได้โดยเข้าใช้บริการแบบมีค่าใช้จ่าย ถึงแม้ว่าโดยปกติจะสามารถเดินเข้ามาใช้บริการได้เลย แต่เราขอแนะนำให้จองล่วงหน้าไว้ก่อนอยู่ดีเผื่อว่าคุณเดินทางช่วงปิดเทอม ซึ่งห้องรับรองอาจจะเต็มได้

9. ต่อแถวเช็กอินที่อยู่ใกล้กับโต๊ะเช็กอินชั้นธุรกิจมากที่สุด
เมื่อนักเดินทางชั้นธุรกิจเช็กอินเรียบร้อยแล้ว พนักงานเช็กอินชั้นธุรกิจมักจะเริ่มช่วยเหลือทีมงานที่อยู่โต๊ะข้างๆ ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่าพนักงานจะเริ่มช่วยเช็กอินแก่นักเดินทางชั้นประหยัด ถึงคิวจะดูยาวเท่ากันหรือยาวกว่าเล็กน้อย แต่ก็มีโอกาสที่คิวจะลดลงเร็วกว่า
10. ตรวจสอบสิ่งอำนวยความสะดวกในเดินทางไปกลับสนามบินเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียเพิ่มเติม
คุณอาจมีเพื่อนใจดีหรือสมาชิกในครอบครัวมาช่วยรับส่งคุณ แต่ก็อาจจะไม่โชคดีทุกครั้ง ค่าธรรมเนียมรถรับส่งไปยังสนามบินของบางประเทศก็แพงมาก แต่บางทีก็ยังมีตัวช่วยอยู่ เช่น สนามบิน Glasgow มีบริการรับส่งฟรีซึ่งอยู่ที่ที่จอดรถระยะยาว โดยมีรถบัสรับส่งฟรีไปยังอาคารผู้โดยสาร ซึ่งช่วยให้คุณประหยัดเงินได้ถึง 230 บาท สิ่งที่ต้องตรวจสอบอีกประการหนึ่งคือการจูงใจให้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้า

11. รับของใช้ขนาดเดินทางหรือขนาดใหญ่ภายในสนามบิน
คุณสามารถใช้บริการ Click & Collect ของ King Power หลังผ่านส่วนการตรวจรักษาความปลอดภัยเข้าไปแล้วเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่และน้ำหนักในกระเป๋าที่จะนำขึ้นเครื่องด้วยการซื้อชุดของใช้ในห้องน้ำขนาดพกพาหรือน้ำหอมขนาดใหญ่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งมักจะมีโปรโมชั่นลดราคาหากคุณซื้อไว้ก่อนมาสนามบิน
12. อย่าวางใจว่ามี Wi-Fi อยู่เสมอ
เราคุ้นเคยกับการออนไลน์อยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะลืมไปว่าไม่ใช่ทุกที่ที่มี Wi-Fi หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ตครอบคลุมดี ดาวน์โหลดบอร์ดดิ้งพาสของคุณก่อนออกเดินทาง เพื่อจะได้ไม่ต้องลุ้นว่าเน็ตเบาๆ ที่สนามบินจะดาวน์โหลดบอร์ดดิ้งพาสได้สำเร็จไหม นอกจากนี้ คุณยังสามารถเตรียมดาวน์โหลดความบันเทิงต่างๆ ลงมือถือไว้ได้เช่นกัน ปัจจุบันบริการสตรีมมิงหลายรายช่วยให้คุณเข้าถึงรายการ ภาพยนตร์ พอดแคสต์ หรือเพลงแบบออฟไลน์ผ่านอุปกรณ์ของคุณได้หากดาวน์โหลดไว้ล่วงหน้า ไม่มีเน็ตขณะบินก็ไม่ใช่ปัญหา ดูได้เหมือนเดิมถ้าเตรียมตัวมาดี

13. ค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการงีบหลับ
หากคุณต้องต่อเครื่องเป็นเวลานานหรือเที่ยวบินของคุณล่าช้า เว็บไซต์ต่างๆ เช่น Sleeping in Airports สามารถช่วยคุณค้นหาจุดที่ดีที่สุดสำหรับการพักสายตาได้ เว็บไซต์นี้เป็นหนึ่งในเว็บที่รวบรวมเคล็ดลับดีๆ มากมายเมื่อต้องอยู่ในสนามบินนานๆ ก็ควรอยู่ให้สบายที่สุด นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ควรดูและทำทั้งในและรอบๆ สนามบิน พร้อมคำแนะนำในการเที่ยวชมสถานที่เมื่อคุณมีตารางแผนการที่แน่น
14. ตั้งนาฬิกาของคุณให้เป็นเขตเวลาใหม่ตรงตามจุดหมายปลายทางของคุณ
เจ็ตแล็กไม่ใช่เรื่องน่าสนุก แต่ในขณะที่คุณรอต่อเครื่องเป็นเวลานาน คุณสามารถพยายายามเริ่มปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ของจุดหมายปลายทางได้เลยตอนนี้ นอกจากการเปลี่ยนเวลาบนโทรศัพท์และนาฬิกาแล้ว ให้พยายามปรับวิถีชีวิตด้วย เช่น ตามหาหรือหลีกเลี่ยงแสงแดด ปรับเวลาการกิน และเปลี่ยนเวลานอน

15. ไม่ต้องต่อคิวด้วยระบบตรวจคนเข้าเมืองที่ทันสมัย
บางประเทศมีโปรแกรมที่ช่วยทำให้การตรวจคนเข้าเมืองเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น Global Entry (สหรัฐอเมริกา) และ DigiYatra (อินเดีย) โปรแกรมเหล่านี้สามารถช่วยขออนุมัติการเข้าเมืองและเตรียมการอนุมัติล่วงหน้าไว้ให้ได้ คุณจึงใช้เวลาที่โต๊ะต.ม.น้อยลง โดยทั่วไป ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมเหล่านี้ก็จะผ่านการตรวจสอบไปได้เร็ว
